พอร์ต USB ไม่ทำงาน

28 ก.ย.
หากคุณกำลังมองหาการแก้ไขอย่างรวดเร็วในการปัญหาของพอร์ต USB ไม่ทำงานบนแล็ปท็อปจากนั้นบทความนี้จะมีประโยชน์ อ่านต่อไปเพื่อให้ได้ความคิดเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาได้อย่างง่ายดายพอร์ต USB
417625-5213-7[1]
เทคโนโลยีมากมายที่มีผลกระทบอย่างมากในโลกคอมพิวเตอร์, USB (Universal Serial Bus) เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง สิ่งอำนวยความสะดวกเสียบและเล่นที่ให้ได้ทำให้การใช้อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลเช่นฮาร์ดดิสก์ภายนอก, USB แฟลชไดรฟ์และอุปกรณ์ต่อพ่วงอื่น ๆ เช่นเครื่องพิมพ์ค่อนข้างง่าย พอร์ต USB ไม่ค่อยก่อให้เกิดปัญหาใด ๆ และเมื่อพวกเขาทำ, รายงานปัญหาเกี่ยวกับพวกเขาจะได้ไม่มากของการทะเลาะ ในบทความนี้ผมนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับปัญหาของพอร์ต USB ไม่ทำงานอย่างถูกต้อง

 

อุปกรณ์พกพาเกิดขึ้นได้เพราะพอร์ต USB คอมพิวเตอร์เดสก์ทอปและไม่เพียง แต่การเล่นเกมคอนโซลแล็ปท็อปและโทรศัพท์สมาร์ทยังติดตั้งพอร์ต USB ด้วย USB 2.0 ให้ถึง 480 Mbps ของความเร็วในการโอนถ่ายโอนข้อมูลค่อนข้างรวดเร็วผ่านพอร์ต USB พอร์ตสามารถรับรู้ด้วยสัญลักษณ์ตรีศูลที่ฝังอยู่ใกล้กับแต่ละพอร์ต

เมื่อคุณพบพอร์ต USB ไม่ทำงานบนแล็ปท็อปชีวิตอาจเป็นเรื่องยากที่การเชื่อมต่อไดรฟ์กระโดดและอุปกรณ์เช่นเครื่องพิมพ์เป็นไปไม่ได้ ในกรณีดังกล่าวที่คุณเห็นอุปกรณ์ USB ไม่ได้รับรู้ข้อผิดพลาดแหล่งที่มาของปัญหาอาจจะพอร์ต ปัญหานี้อาจจะได้รับการแก้ไขค่อนข้างง่ายเนื่องจากส่วนใหญ่อยู่ในระดับซอฟต์แวร์ ผมขอรายการเทคนิคการแก้ไขปัญหาต่างๆในส่วนต่อไปนี้

พอร์ต USB ไม่ทำงาน — จะทำอย่างไร

ทุกอินเตอร์เฟซอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์กับระบบปฏิบัติการที่ติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์โดยใช้ซอฟต์แวร์โปรแกรมควบคุม ปัญหาเกี่ยวกับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ส่วนใหญ่ส่วนใหญ่เท่าที่สามารถสืบถึงปัญหาเกี่ยวกับการติดตั้งไดรเวอร์ เป็นกรณีเดียวกันกับพอร์ต USB ไม่ทำงานตามที่ควร ไปนี้เป็นวิธีที่คุณสามารถแก้ไขปัญหาพอร์ต USB ในระดับซอฟแวร์เป็น เพียงแค่เริ่มต้นระบบคอมพิวเตอร์

หากพอร์ต USB ได้หยุดทำงานหรือคุณพบพอร์ต USB ไม่ได้ตระหนักถึงอุปกรณ์, สิ่งที่จะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดของการแก้ไขนั้นหรือไม่ เพียงแค่เริ่มต้นคอมพิวเตอร์ใหม่ หากมีปัญหาใด ๆ ในขณะที่โหลดไดรเวอร์ก็จะได้รับการแก้ไขหลังจากที่เริ่มต้นใหม่

เรียกใช้ตัวจัดการอุปกรณ์

ถ้ารีสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณไม่ทำงานหรือถ้าไม่ได้ตัวเลือกสำหรับคุณแล้วใช้ตัวจัดการอุปกรณ์ ในกรณีที่คุณพบพอร์ต USB ไม่ทำงานใน XP เพียงแค่ใช้โปรแกรมจัดการอุปกรณ์โดยพิมพ์ใน’devmgmt.msc’ในช่อง Run และเรียกใช้โปรแกรมประยุกต์ ในหน้าต่างที่เปิดขึ้นให้คลิกที่’คอมพิวเตอร์’ในรายการให้ไปที่แท็บ’การกระทำ’และคลิกที่’สแกนหาการเปลี่ยนแปลงฮาร์ดแวร์’ ดูว่าอุปกรณ์ USB เป็น บริษัท จดทะเบียนในการเปลี่ยนแปลงของฮาร์ดแวร์ ถ้ามันเป็นปัญหาของคุณแก้เป็นพอร์ตตอนนี้จะรับรู้อุปกรณ์

Disable USB Controller

วิธีที่จะจัดการกับ USB ไม่ทำงานก็คือการปิดการใช้งานและต่อมาติดตั้งอุปกรณ์ควบคุม USB เมื่อต้องการทำเช่นนั้นคุณจะต้องไปที่’Start’และพิมพ์’devmgmt.msc’ในช่อง Run และเรียกใช้ ในรายการที่คุณเห็นในหน้าต่างที่เปิดขึ้นให้ค้นหาคอนโทรลเลอร์ คลิกขวาและถอนการติดตั้งทั้งหมดของพวกเขา เมื่อคุณเสร็จสิ้นการถอนการติดตั้งตัวควบคุมทั้งหมดเพียงรีสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์ ตัวควบคุมจะถูกติดตั้งใหม่เป็นพอร์ตที่ได้รับการยอมรับ ที่อาจจะช่วยแก้ปัญหาของคุณ

Update Driver USB Port

เหตุผลในการพอร์ต USB ไม่ทำงานก็คือการทุจริตของไดรเวอร์ USB วิธีเดียวที่ออกมาคือการค้นหาโปรแกรมควบคุมที่ถูกต้องและติดตั้งพวกเขา คุณอาจจะต้องรู้ว่าผู้ผลิตของอุปกรณ์พอร์ตและรหัสในการดาวน์โหลดโปรแกรมควบคุมที่เหมาะสม การฟื้นฟูของโปรแกรมควบคุมที่เหมาะสมควรจะแก้ไขปัญหาให้คุณในระยะเวลาอันสั้น ฉันหวังว่าหลังจากอ่านบทความนี้คุณจะถูกทอดทิ้งไว้ในความไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะทำอย่างไรเมื่อคุณพบพอร์ต USB ไม่ทำงาน ถ้าไม่มีงานวิธีการข้างต้นก็มีโอกาสที่พอร์ต USB ได้รับความเสียหายทางร่างกาย ในกรณีที่จะดีที่สุดที่คุณได้รับมันแทนที่หรือซ่อมแซมจากช่างคอมพิวเตอร์หรือซ่อมคอมพิวเตอร์ แต่ผมแน่ใจว่าปัญหาของคุณจะถูกส่วนใหญ่จะ จำกัด อยู่ในระดับซอฟแวร์และจะได้รับการแก้ไขโดยการใช้การแก้ไขดังกล่าวข้างต้น

การแก้ปัญหาพอร์ต USB ใน Notebook

28 ก.ย.

เมื่อเสียบ USB เข้ากับ Notebook หรือ คอมพิวเตอร์ มันไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ตอบสนอง และคุณแน่ใจว่า USB ทำงานถูกต้องแล้ว ปัญหานี้อาจอาจเกิดมาจากสาเหตุต่างๆ ดังต่อไปนี้

ปัญหานี้อาจเกิดจาก 2 สาเหตุหลักๆ คือ

  1. ปัญหาด้านซอฟแวร์
  2. ปัญหาด้านฮาร์ดแวร์ (Controllers USBขั้นตอนการแก้ปัญหาเบื้องต้น

    ขั้นตอนแรก

    ถอดการติดตั้ง Driver controllers USB ทั้งหมดใน Device Manager

    ไปที่ Mycomputer >>> คลิกขวา >>> Manage >>> Device Manager >>> UniverSal Serial Bus Controllers

    device manager

    device manager1

    จากนั้น Uninstall Controllers ควบคุม USB ออกทั้งหมดและรีสตาร์เครื่องหนึ่งครั้ง จากนั้นลองดูว่า Windows ทำการ Detect driver อัตโนมัติ หรือ ไม่ หากวินโดว์ไม่เจอ Controllers USB ให้ไปดาวน์โหลด Driver จากผู้ผลิตโน๊ตบุ๊คแต่ล่ะรุ่น

    ขั้นตอนที่สอง

    หากทำตามขั้นตอนที่กล่าวมาแล้วยังไม่ปรากฏอาการที่ดีขึ้น อาจเป็นไปได้ว่าไฟล์บางไฟล์ใน Windows เสียหาย ปัญหานี้อาจแก้โดยการ Recovery Windows หรือ ติดตั้งวินโดว์ใหม่อีกครั้ง

    หากคุณทำการแก้ปัญหาในขั้นตอนแรก และ ขั้นตอนที่สองแล้ว อาการยังไม่ดีขึ้น สัณนิฐานว่าอาจเป็น Controller บนตัวเมนบอร์ด ทำงานผิดพลาดหรือมีความเสียหาย คุณอาจแก้ปัญหาโดยการใช้ USB ภายนอกแทนครับ

iOS: การแก้ปัญหาการเชื่อมต่อ USB

28 ก.ย.

อาการ

ในขณะเชื่อมข้อมูล อัปเดตหรือกู้คืนข้อมูล iPhone, iPad หรือ iPod touch ของคุณ คุณอาจเห็นอาการต่างๆ ต่อไปนี้หนึ่งอาการหรือมากกว่า:

  • ข้อความเตือนที่บอกว่าเกิดข้อผิดพลาดที่ไม่ทราบสาเหตุขึ้น
  • ข้อความเตือนจะบอกว่าเกิดข้อผิดพลาดที่ไม่ทราบสาเหตุ พร้อมหมายเลขรหัสที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “0xE”
  • อุปกรณ์สายหลุดโดยไม่ตั้งใจระหว่างการเชื่อมข้อมูลหรือกู้คืนข้อมูล
  • ภาพถ่ายที่ดาวน์โหลดจากอุปกรณ์จะดูบิดเบี้ยวหรือภาพไม่ถูกถ่ายโอนเลย
  • ข้อความเตือนที่บอกว่าอุปกรณ์ USB ไม่ทำงานเนื่องจากจำเป็นต้องมีพลังงานมากกว่าที่มีอยู่
  • ข้อความเตือนบอกว่า “อุปกรณ์นี้สามารถทำงานได้เร็วยิ่ง” ถ้าคุณเสียบอุปกรณ์เข้ากับพอร์ต USB ที่มีความเร็วสูงขึ้น

หมายเหตุ: ถ้าอุปกรณ์ของคุณไม่ปรากฏใน iTunes เลย โปรดดู บทความนี้ถ้าคุณใช้ Windows หรือ บทความนี้ ถ้าคุณใช้ Mac เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม

วิธีแก้ไข

อุปกรณ์ iOS ทั้งหมดจำเป็นต้องเชื่อมต่อกับ USB 2.0 ปฏิบัติตามขั้นตอนที่เหมาะสมด้านล่างเพื่อตรวจดู USB 2.0 บนคอมพิวเตอร์ของคุณ

ถ้าคุณมีคอมพิวเตอร์ที่ใช้ Windows

ดู Microsoft Windows: การระบุพอร์ต USB 2.0 บนคอมพิวเตอร์ของคุณ

ถ้าคุณมี Mac ที่ใช้ OS  X  v10.6.x Snow Leopard หรือใหม่กว่า

Mac ทุกเครื่องที่รองรับการใช้งาน Mac OS X v10.6.x Snow Leopard หรือใหม่กว่าจะมีพอร์ต USB 2.0 ในตัวอย่างน้อยหนึ่งพอร์ต

ถ้าคุณมี Mac ที่ใช้ OS X v10.5.x Leopard หรือใหม่กว่า

  1. คลิกเมนู Apple แล้วเลือก “เกี่ยวกับ Mac รุ่นนี้”
  2. คลิกปุ่มข้อมูลเพิ่มเติม System Profiler ควรเปิดอยู่
  3. เลือก USB จากคอลัมน์ซ้าย
  4. ดูในคอลัมน์ขวาใต้โครงสร้างอุปกรณ์ USBถ้าคุณเห็นบัส USB ความเร็วสูงในการกรอกข้อมูลด้านซ้ายสุด แสดงว่า Mac ของคุณมีพอร์ต USB 2.0 ดูตัวอย่างนี้:

    ถ้าคุณเห็นบัส USB เฉพาะในที่กรอกข้อมูลด้านซ้ายสุด แสดงว่า Mac ของคุณมีพอร์ต USB 1.1 แต่ไม่มีพอร์ต USB 2.0 ดูตัวอย่างนี้:

เมื่อคุณพิจารณาว่าคอมพิวเตอร์ของคุณมีการเชื่อมต่อ USB 2.0 ให้ใช้ขั้นตอนต่อไปนี้ในการแก้ปัญหาการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์และคอมพิวเตอร์ ทำการทดสอบหลังจากทำแต่ละขั้นตอน:

  1. โปรดอัปเดตเป็น iOS เวอร์ชันล่าสุด
  2. เสียบอุปกรณ์เข้าไปในพอร์ต USB 2.0 ระบบไฮพาวเวอร์โดยตรงบนคอมพิวเตอร์ ถ้าเป็นไปได้ ให้ใช้พอร์ต USB ที่ด้านหลังของคอมพิวเตอร์
    อย่าเสียบอุปกรณ์เข้ากับคีย์บอร์ด จอแสดงผลหรือฮับแยกต่างหาก เพราะพอร์ต USB บนอุปกรณ์เสริมเหล่านี้อาจมีพาวเวอร์ต่ำหรือมีเฉพาะการเชื่อมต่อ USB 1.x เท่านั้น
  3. หากคุณใช้อุปกรณ์เสริม โปรดถอดอุปกรณ์เสริมออกและเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้ากับคอมพิวเตอร์โดยใช้เฉพาะสายเคเบิล Apple แบบ 30 พิน ไป USB หรือสายเคเบิล Lightning ไป USB
    หากคุณสามารถเข้าใช้งานสายเคเบิล Apple แบบ 30 พินไป USB หรือสายเคเบิล Lightning ไป USB ลองทดสอบกับสายอื่นหากสายแรกใช้งานไม่ได้
  4. รีสตาร์ทคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ของคุณ การรีสตาร์ทอุปกรณ์ของคุณ:
    กดปุ่มเปิด/ปิดค้างไว้จนกระทั่งข้อความ “เลื่อนเพื่อปิดเครื่อง” ปรากฏขึ้น ให้เลื่อนเพื่อปิดเครื่องของคุณ เมื่อเครื่องปิดแล้ว กดปุ่ม พักเครื่อง/ปลุก เพื่อเปิดเครื่องอีกครั้ง
  5. ถอดอุปกรณ์ USB ทั้งหมดออกจากคอมพิวเตอร์ของคุณ ยกเว้นคีย์บอร์ดและเมาส์ จากนั้นให้ต่ออุปกรณ์ iOS กลับเข้าไปใหม่ ถ้าแก้ปัญหาได้แล้ว ให้ต่ออุปกรณ์ USB อื่นกลับเข้าไป ทดสอบหลังการเชื่อมต่อแต่ละครั้ง

อีกหนึ่งบทความจะอธิบายสิ่งที่ควรทำถ้าคุณใช้ Windows และดู ข้อผิดพลาดที่ไม่ทราบสาเหตุซึ่งมีคำว่า “0xE” เมื่อต่ออุปกรณ์ของคุณ

ถ้ายังคงมีปัญหาอยู่และคุณใช้ซอฟต์แวร์เวอร์ช่วลไลเซชั่นเพื่อเปิดใช้งานระบบปฏิบัติการอื่นพร้อมกับ Mac OS X อยู่ ให้ออกจากซอฟต์แวร์นั้น เพราะอาจสร้างพอร์ต USB เสมือนที่อาจทำให้เกิดปัญหานี้ได้ หรือคุณอาจลองควบคุมหรือจำกัดการเข้าถึงพอร์ต USB ในขณะที่ใช้ซอฟต์แวร์เวอร์ช่วลไลเซชั่นก็ได้

ข้อมูลเพิ่มเติม

เกี่ยวกับข้อผิดพลาดที่ไม่ทราบสาเหตุ 0xE800000a

เมื่อต่ออุปกรณ์ iOS ของคุณกับ Mac iTunes อาจแสดงข้อความ “ข้อผิดพลาดที่ไม่ทราบสาเหตุ 0xE800000a” เมื่อไม่สามารถใช้เนื้อหาของสารบบล็อกดาวน์ของคุณได้ ให้ทำขั้นตอนต่อไปนี้:

  1. ถอดอุปกรณ์ iOS ทั้งหมดออก จากคอมพิวเตอร์ของคุณ
  2. ออกจาก iTunes
  3. จาก Finder ให้เลือก ไปที่ > ไปที่โฟลเดอร์
  4. ใส่ข้อความต่อไปนี้แล้วกดรีเทิร์น:
    /var/db/lockdown
  5. เลือก มุมมอง > เป็นไอคอน
  6. หน้าต่าง Finder ควรแสดงหนึ่งไฟล์หรือมากกว่าพร้อมชื่อไฟล์ที่เป็นตัวอักษรเลขที่ยาว
  7. ใน Finder เลือก แก้ไข > เลือกทั้งหมด จากนั้น เลือก ไฟล์ > ย้ายไปถังขยะ ใส่รหัสผ่านผู้ดูแลระบบถ้าระบบถาม
    หมายเหตุ: อย่าลบตัวโฟล์เดอร์ล็อกดาวน์ แต่ให้ลบเฉพาะไฟล์ที่อยู่ในโฟลเดอร์ล็อกดาวน์
  8. ต่ออุปกรณ์ iOS ของคุณอีกครั้งแล้วเปิด iTunes

พอร์ตคืออะไร (Port)

28 ก.ย.

พอร์ต เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารระหว่างตัวคอมพิวเตอร์ กับอุปกรณ์ภายนอก ปกติพอร์ตจะอยู่ด้านหลังเครื่องคอมพิวเตอร์

รู้จักชนิดของ Port

FireWire (เรียกโดย Apple) หรือ Sony ใช้ชื่อว่า i.Link (อ่านว่า “ไอ ลิ้ง”)

หรือที่นักวิชาการเรียกว่า IEEE1394 (อ่านว่า “ไอ อี อี อี หนึ่ง สาม เก้า สี่” หรือ ” ไอ ทริปเปิ้ลอ หนึ่ง สาม เก้า สี่ี”) High Performance Serial Bus เป็นสายรับส่งข้อมูลดิจิตอลรุ่นใหม่ที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ มีลักษณะรูปร่างหน้าตาและลักษณะการใช้งานคล้าย USB มาก แต่ FireWire สามารถทำงานที่ความเร็วสูงกว่า USB มาก (ปัจจุบันมี Data Transfer Rate 400 Mbps ซึ่งเร็วกว่า USB V1.1 ถึงประมาณ 30 เท่า) และ FireWire มีจุดใช้งานหลักอยู่บนเครื่อง Macintosh ซึ่งในปัจจุบันมี mainboard ของ PC ทั่วไปที่มี port FireWire มาให้บ้างแล้ว แต่ยังไม่เป็นที่นิยมกัน เนื่องจากราคาค่อนข้างสูง และอุปกรณ์สนับสนุนส่วนใหญ่ยังเป็นของ Macintosh

วีจีเอ พอร์ต (VGA Port)

     พอร์ตนี้สำหรับต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับมอนิเตอร์ เป็นพอร์ตขนาด 15 พิน ในคอมพิวเตอร์บางเครื่องอาจจะติดตั้งการ์ดสำหรับถอดรหัสสัญญาณ MPEG เพิ่มเข้ามาซึ่งลักษณะของพอร์ตนั้นจะคล้าย ๆ กันแต่การ์ด MPEG จะมีพอร์ตอยู่สองชุดด้วยกันสำหรับเชื่อมไปยังการ์ดแสดงผลหนึ่งพอร์ต และต่อเข้ากับมอนิเตอร์อีกหนึ่งพอร์ต ดังนั้นเครื่องใครที่มีพอร์ตแบบนี้ ก็ควรจะบันทึกไว้ด้วย เพราะไม่งั้นอาจจะใส่สลับกัน จะทำให้โปรแกรมบางตัวทำงานไม่ได้

พอร์ตอนุกรม (Serial Port)

     เป็นพอร์ตสำหรับต่อกับอุปกรณ์อินพุตและเอาต์พุต โดยส่วนใหญ่เราจะใช้สำหรับต่อกับเมาส์ในกรณีที่คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นไม่มีพอร์ต PS/2 หรือเป็นเคสแบบ AT นอกจากนั้นเรายังใช้สำหรับเป็นช่องทางการติดต่อโมเด็มด้วย ในคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่องจะมีพอร์ตอนุกรมให้อยู่สองพอร์ต เรียกว่าพอร์ตคอม 1 และพอร์ตคอม 2 นอกจากนั้นอาจจะมีฮาร์ดแวร์บางตัว เช่น จอยสติ๊กรุ่นใหม่ ๆ มาใช้พอร์ตอนุกรมนี้เช่นกัน
 พอร์ตอนุกรมจะมีหัวเข็ม 9 เข็ม หรือ 25 เข็ม (พอร์ตนี้จะเป็นตัวผู้ เพราะมีเข็มยื่นออกมา)
 พอร์ตนี้จะต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เม้าส์ โมเด็ม สแกนเนอร์ เป็นต้น
 สามารถต่อความยาวได้ถึง 6 เมตร และราคาสายก็ไม่แพงนัก

พอร์ตขนาน (Pararell Port)

     หน้าที่ของพอร์ตตัวนี้ก็คือใช้สำหรับติดต่อกับเครื่องพิมพ์เป็นหลัก ปัจจุบันมีการพัฒนาให้สามารถใช้งานร่วมกับสแกนเนอร์ หรือว่าไดรฟ์ซีดีอาร์ดับบลิวได้ด้วย พอร์ตแบบนี้มีขนาดยาวกว่าพอร์ตอนุกรมทั่ว ๆ ไป โดยมีจำนวนพินเท่ากับ 25 พิน สังเกตได้ง่าย
 พอร์ตขนานจะมีรู 25 รู (พอร์ตนี้จะเป็นตัวเมีย หมายถึงมีรูที่ตัวพอร์ต)
 พอร์ตนี้จะต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องพิมพ์ เทปไดร์ฟ สแกนเนอร์ เป็นต้น
 สามารถต่อความยาวไม่มากนัก แถมมีราคาแพงกว่าสายของพอร์ตอนุกรมด้วย
 การส่งสัญญาณจะส่งได้เร็วกว่าพอร์ตอนุกรม

พอร์ตยูเอสบี (USB Port)

     พอร์ตยูเอสบี เป็นพอร์ตแบบใหม่ล่าสุด ที่ถูกออกแบบมาให้ใช้กับพีซีคอมพิวเตอร์ ให้สามารถรับส่งข้อมูลให้รวดเร็วขึ้น สามารถต่ออุปกรณ์ได้มากถึง 127 ชิ้น เพราะมีแบนด์วิดธ์ในการรับส่งข้อมูลสูงกว่า พอร์ตแบบนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้กับระบบปลั๊กแอนด์เพลย์บนวินโดวส์ 98 ปัจจุบัน มีฮาร์ดแวร์จำนวนมากที่สนับสนุนการเชื่อมต่อแบบนี้ เช่น กล้องดิจิตอล เมาส์ คีย์บอร์ด จอยสติ๊ก สแกนเนอร์ ซีดีอาร์ดับบลิว เป็นต้น สำหรับคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ ๆ จะมีพอร์ตแบบนี้จะมีพอร์ตแบบนี้อยู่ในเครื่องเรียบร้อยแล้ว
 คอมพิวเตอร์ปกติจะมี 2 USB Port ถ้าเป็นเครื่องรุ่นเก่าที่ไม่มี USB สามารถหาซื้อการ์ด USB มาติดตั้งได้
 เป็นช่องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ สูงประมา 3-5 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 1-2 เซ็นติเมตร
 พอร์ตชนิดใหม่รับส่งความเร็วได้สูงกว่า port ทั่ว ๆ ไป
 สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่อเนื่องได้ 127 ตัว
 เป็นมาตราฐานใหม่ที่มีมากับเครื่องคอมพิวเตอร์
 การติดตั้ง เพียงต่ออุปกรณ์เข้ากับ USB port ก็สามารถใช้งานอุปกรณ์นั้นๆ ได้ โดยไม่จำเป็นต้อง boot เครื่องใหม่

พอร์ตมัลติมีเดีย (Multimedia Port)

     ปัจจุบันนี้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง มักจะติดตั้งการ์ดเสียงมาให้ด้วย ซึ่งการ์ดนี้จะมีช่องสำหรับต่อกับลำโพง ไมโครโฟน และพอร์ตสำหรับต่อกับจอยสติ๊กอยู่ในตัวโดยพอร์ตต่าง ๆ นั้นจะใช้สีแสดงหน้าที่การทำงาน เช่น ช่องสำหรับต่อลำโพงจะใช้แจ๊กสีเขียว ส่วนไมโครโฟนจะแทนที่ด้วยสีแดง และสีอื่น ๆ สำหรับแทนที่ Line In และ Line Out นอกจากนั้นการ์ดเสียงรุ่นราคาถูก อาจจะไม่ใช้สีแสดงการทำงานของแจ๊กแต่ละตัว แต่จะมีสัญลักษณ์แสดงการทำงานสลักติดอยู่แทน

     เป็นอย่างไรบ้าง สำหรับส่วนประกอบต่าง ๆ ที่อยู่ทางด้านหลังของคอมพิวเตอร์ ไม่ยากเกินที่จะเรียนรู้ว่าพอร์ตไหนเป็นพอร์ตอะไรใช่ไหม อันที่จริงพอร์ตด้านหลังคอมพิวเตอร์ยังมีอีกหลายชนิดด้วยกัน แต่ที่ไม่กล่าวมาอาจจะไม่สำคัญมากนัก เลยขอละไว้.

คุณสมบัติของพอร์ตแบบต่างๆ

ชนิดของพอร์ต ปีที่เริ่มต้นใช้งาน ความเร็วในการถ่ายโอนไฟล์
พอร์ตอนุกรม (RS-232C) 1965 57 kbps
พอร์ตขนาน 1980 1-4 Mbps
SCSI 1985 4-80 Mbps
Firewire 1995 400 Mbps
USB 1.1 1996 12 Mbps
USB 2.0 2000 480 Mbps

การติดตั้งพอต usb

27 ก.ย.

USB (universal serial bus) การเชื่อมต่อที่มักจะใช้ในการต่ออุปกรณ์ เช่น เมาส์ แป้นพิมพ์ สแกนเนอร์ เครื่องพิมพ์ เว็บแคม กล้องดิจิทัล โทรศัพท์เคลื่อนที่ และฮาร์ดดิสก์ภายนอกเข้ากับคอมพิวเตอร์ของคุณ คุณจะระบุการเชื่อมต่อ USB ได้จากสัญลักษณ์ที่มักแสดงอยู่บนตัวเชื่อมต่อ

ภาพประกอบของสัญลักษณ์การเชื่อมต่อ USB
สัญลักษณ์แสดงการเชื่อมต่อ USB

อุปกรณ์หลายอย่างต้องมีการเสียบสายเคเบิล USB เข้ากับอุปกรณ์ก่อน จึงจะสามารถนำไปเสียบเข้ากับพอร์ต USB บนคอมพิวเตอร์ของคุณได้ ส่วนอุปกรณ์ USB อื่นๆ เช่น เมาส์และแป้นพิมพ์รุ่นเก่า จะมีสายเคเบิล USB ติดมากับตัวอุปกรณ์เป็นแบบถาวรอยู่แล้ว และอุปกรณ์ USB บางอย่าง เช่น USB แฟลชไดรฟ์ จะมีตัวเชื่อมต่อ USB ในตัวสำหรับเสียบเข้ากับพอร์ต USB บนคอมพิวเตอร์โดยตรงโดยไม่ต้องใช้สายเคเบิล

อุปกรณ์ USB เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ได้ง่ายที่สุด ครั้งแรกที่คุณเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่เสียบเข้ากับพอร์ต USB Windows จะระบุอุปกรณ์และติดตั้งโปรแกรมควบคุมสำหรับอุปกรณ์นั้นโดยอัตโนมัติ โปรแกรมควบคุมช่วยให้คอมพิวเตอร์ของคุณสามารถสื่อสารกับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ได้ ถ้าไม่มีโปรแกรมควบคุม อุปกรณ์ USB ที่คุณเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ เช่น เมาส์หรือเว็บแคม จะทำงานไม่ถูกต้อง

ก่อนการติดตั้งอุปกรณ์

ให้ตรวจสอบคำแนะนำที่ให้มาพร้อมกับอุปกรณ์เพื่อดูว่าคุณจำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมควบคุมก่อนการเชื่อมต่ออุปกรณ์หรือไม่ แม้ว่าโดยปกติแล้ว Windowsจะทำสิ่งนี้ให้โดยอัตโนมัติเมื่อคุณเชื่อมต่ออุปกรณ์ใหม่ แต่สำหรับอุปกรณ์บางอย่าง คุณจำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมควบคุมด้วยตนเอง ในกรณีดังกล่าว ผู้ผลิตอุปกรณ์จะให้ดิสก์ซอฟต์แวร์และคำแนะนำในการติดตั้งอุปกรณ์ ก่อนการเชื่อมต่ออุปกรณ์

ถ้าอุปกรณ์ USB ของคุณมาพร้อมกับซอฟต์แวร์จากผู้ผลิต ให้ตรวจสอบดูว่าซอฟต์แวร์เข้ากันได้กับ Windows รุ่นนี้ ถ้าเข้ากันไม่ได้ หรือไม่มีการระบุว่าได้รับการออกแบบมาสำหรับ Windows รุ่นใด ให้ลองเชื่อมต่ออุปกรณ์ก่อนเพื่อดูว่า Windows สามารถค้นหาโปรแกรมควบคุมที่เข้ากันได้หรือไม่

ถ้าคำแนะนำที่มาพร้อมกับอุปกรณ์ของคุณไม่ตรงกับข้อมูลในหัวข้อนี้ ให้ทำตามคำแนะนำเหล่านั้น

การต่อและการเปิดอุปกรณ์

เมื่อต้องการติดตั้งอุปกรณ์ USB ใดๆ เพียงต่ออุปกรณ์นั้นเข้ากับคอมพิวเตอร์ของคุณ อุปกรณ์ USB บางอย่างมีสวิตช์เปิด/ปิดเครื่องที่คุณควรเปิดก่อนทำการเชื่อมต่อ ถ้าอุปกรณ์ของคุณใช้สายไฟ ให้ต่ออุปกรณ์เข้ากับแหล่งจ่ายไฟ จากนั้นเปิดสวิตช์ก่อนเชื่อมต่อ

ต่อจากนั้นให้เลือกพอร์ต USBที่จะเชื่อมต่ออุปกรณ์ของคุณด้วย ถ้าคอมพิวเตอร์ของคุณมี USB พอร์ตอยู่ทางด้านหน้า ให้ลองใช้พอร์ตใดพอร์ตหนึ่งถ้าคุณวางแผนที่จะเชื่อมต่อและยกเลิกการเชื่อมต่ออุปกรณ์บ่อยครั้ง (คุณสามารถใช้พอร์ตใดก็ได้ในครั้งต่อไปที่คุณต่ออุปกรณ์)

ภาพประกอบของพอร์ตและสายเคเบิล USB ทั่วไป
สายเคเบิลและ USB พอร์ตทั่วไป

ต่อสายอุปกรณ์เข้ากับ USB พอร์ต ถ้า Windows พบอุปกรณ์และติดตั้งโปรแกรมควบคุมอุปกรณ์โดยอัตโนมัติ คุณจะได้รับแจ้งว่าอุปกรณ์นั้นพร้อมใช้งาน ถ้าไม่พบ คุณจะได้รับพร้อมท์ให้ใส่ดิสก์ที่มีโปรแกรมควบคุม

รูปภาพของข้อความการแจ้งให้ทราบที่ระบุว่าอุปกรณ์ถูกติดตั้งแล้ว
Windows จะแจ้งให้คุณทราบเมื่อติดตั้งอุปกรณ์เสร็จสิ้น

หลังจากการติดตั้งเสร็จสิ้น ให้ตรวจสอบข้อมูลที่มาพร้อมกับอุปกรณ์ของคุณเพื่อดูว่าคุณจำเป็นต้องติดตั้งซอฟต์แวร์เพิ่มเติมหรือไม่

ในบางครั้ง Windows ไม่รู้จักอุปกรณ์ USB และไม่มีดิสก์ซึ่งมีโปรแกรมควบคุมมาพร้อมกับอุปกรณ์ ในกรณีนั้น คุณสามารถลองค้นหาโปรแกรมควบคุมอุปกรณ์ออนไลน์ โดยเริ่มตรวจสอบจากเว็บไซต์ของผู้ผลิตอุปกรณ์ ส่วนใหญ่ คุณสามารถดาวน์โหลดโปรแกรมควบคุมได้จากส่วน “สนับสนุน” ของไซต์ดังกล่าว สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ให้ดูที่ การปรับปรุงโปรแกรมควบคุมสำหรับฮาร์ดแวร์ที่ทำงานไม่ถูกต้อง

หากคุณต้องการดูวิดีโอ ให้ดูที่ รูปภาพของปุ่ม 'เล่น'‌ Video: Connect devices to your computer.

เคล็ดลับ

  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ได้รับพลังงานเพียงพอ ถ้าอุปกรณ์ทำงานไม่ถูกต้องเมื่อเชื่อมต่อกับฮับ USB ให้ลองเชื่อมต่อเข้ากับพอร์ต USB พอร์ตใดพอร์ตหนึ่งของคอมพิวเตอร์โดยตรง บางพอร์ตบนฮับ USB จอภาพ หรืออุปกรณ์อื่นที่ต่อกับคอมพิวเตอร์ของคุณอาจมีพลังงานไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนอุปกรณ์ของคุณอุปกรณ์ขนาดเล็ก เช่น USB แฟลชไดรฟ์และเมาส์ และอุปกรณ์ที่มีสายไฟ เช่น เครื่องพิมพ์ โดยทั่วไปแล้ว จะทำงานได้อย่างถูกต้องเมื่อเชื่อมต่อกับ USB ฮับที่ไม่มีไฟ อุปกรณ์บางอย่างที่ใช้กำลังไฟมากกว่า เช่น สแกนเนอร์ที่เชื่อมต่อกับ USB และกล้องเว็บ จำเป็นต้องใช้ฮับที่มีสายไฟเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ต่อกับพอร์ต USB ที่ถูกต้อง อุปกรณ์ที่ถ่ายโอนข้อมูลจำนวนมาก เช่น ฮาร์ดดิสก์ภายนอก สแกนเนอร์ และกล้องวิดีโอ จะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อเชื่อมต่อกับพอร์ต USB 2.0 ความเร็วสูง คอมพิวเตอร์รุ่นเก่าบางรุ่นจะมีเฉพาะ USB พอร์ต 1.x หรือ USB พอร์ต 1.x และ 2.0 รวมกัน ถ้าอุปกรณ์ของคุณต้องใช้พอร์ตที่มีความเร็วสูงเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง ให้ตรวจสอบข้อมูลที่มาพร้อมกับคอมพิวเตอร์ของคุณเพื่อให้มั่นใจว่าพอร์ตที่คุณกำลังใช้สนับสนุน USB 2.0 ถ้าคอมพิวเตอร์ของคุณมีเฉพาะ USB พอร์ต 1.x คุณสามารถเพิ่ม USB พอร์ต 2.0 ได้โดยการติดตั้ง USB การ์ด 2.0 ภายในคอมพิวเตอร์

การยกเลิกการเชื่อมต่ออุปกรณ์

อุปกรณ์ USB ส่วนใหญ่สามารถเอาออกและถอดสายออกได้ เมื่อถอดอุปกรณ์เก็บข้อมูล เช่น USB แฟลชไดรฟ์ ตรวจสอบว่าคอมพิวเตอร์บันทึกข้อมูลไปยังอุปกรณ์เรียบร้อยแล้วก่อนที่จะเอาออก ถ้าอุปกรณ์มีไฟแสดงกิจกรรม ให้รอสองสามวินาทีหลังจากไฟหยุดกะพริบก่อนที่จะถอดออก

ถ้าคุณเห็นไอคอน ‘เอาฮาร์ดแวร์ออกอย่างปลอดภัย’ รูปภาพของไอคอน 'เอาฮาร์ดแวร์ออกอย่างปลอดภัย' ในพื้นที่แจ้งให้ทราบทางด้านขวาของแถบงาน คุณจะสามารถใช้ไอคอนนี้เพื่อเป็นตัวชี้ว่าอุปกรณ์ทำงานเสร็จสิ้นแล้วและพร้อมที่จะให้เอาออก คลิกที่ไอคอน และคุณจะเห็นรายการอุปกรณ์ คลิกอุปกรณ์ที่คุณต้องการเอาออก Windows จะแสดงการแจ้งให้คุณทราบว่าขณะนี้คุณสามารถเอาอุปกรณ์ออกได้อย่างปลอดภัยแล้ว

คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์

13 ก.ค.

คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์

คอมพิวเตอร์ (Computer) คือ อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic device) ที่มนุษย์ใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการกับข้อมูล (Data) ทั้งตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์อื่นที่ใช้แทนความหมายในสิ่งต่าง ๆ โดยปฏิบัติงานภายใต้การควบคุม ของชุดคำสั่งที่อยู่ ในหน่วย ความจำของคอมพิวเตอร์เอง เพื่อทำการคำนวณและแสดงผลลัพธ์ออกทางอุปกรณ์แสดงผล โดยที่ผลลัพธ์เหล่านี้จัดว่าเป็นข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลและเรียบเรียงแล้ว จะเรียกผลลัพธ์นี้ว่า “สารสนเทศ (Information)”
คอมพิวเตอร์จึงเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูลให้ได้สารสนเทศ คอมพิวเตอร์มีจุดเด่นคือ ทำงานได้รวดเร็ว สามารถคิดคำนวณตัวเลขจำนวนมากได้รวดเร็วและแม่นยำ การคิดคำนวณและจัดการข้อมูลจึงทำได้มาก และไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย คอมพิวเตอร์ยังจัดเก็บข้อมูลไว้สำหรับประมวลผลได้มาก เมื่อจัดเก็บแล้วสามารถเรียกค้น หรือคัดแยกได้เร็ว สามารถดำเนินการต่าง ๆ ตามโปรแกรมที่วางไว้คอมพิวเตอร์ทำงานตามชุดคำสั่งหรือโปรแกรม ตามหลักการที่นอยแมนเสนอใช้กันมาจนถึงปัจจุบันคือ คอมพิวเตอร์มีหน่วยความจำสำหรับการเก็บโปรแกรมและข้อมูล การทำงานของคอมพิวเตอร์จะทำงานตามโปรแกรมทำงานตามโปรแกรมที่กำหนดไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ตลอดจนอุปกรณ์ต่าง ๆ เรียกรวมว่า ฮาร์ดแวร์ (hardware)
ฮาร์ดแวร์ หมายถึง ส่วนที่ประกอบเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ รวมอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ที่เราสามารถมองเห็นและสัมผัสได้ เช่น ตัวเครื่อง จอภาพ คีย์บอร์ด และเมาส์ เป็นต้น
เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล โดยทั่วไปจะมีฮาร์ดแวร์หลักๆ ประกอบด้วย
ตัวเครื่อง (Case) ทำหน้าที่ในส่วนของการประมวลผลข้อมูลที่ได้รับมาจากอุปกรณ์นำเข้าต่างๆ ซึ่งภายในตัวเครื่องจะมีอุปกรณ์หลัก ได้แก่ แผงวงจรหลัก หม้อแปลงไฟฟ้า ซีพียู ฮาร์ดดิสก์หน่วยความจำ การ์ดแสดงผล การ์ดเสียง เป็นต้น
จอภาพ (Monitor) ทำหน้าที่แสดงผลข้อความ รูปภาพ
ดิสก์ไดร์ฟ (Disk drive) เป็นอุปกรณ์อ่าน-เขียนข้อมูลบนดิสก์เก็ต
คีย์บอร์ด (Keyboard)ทำหน้าที่ป้อนข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์
เมาส์ (Mouse) เป็นส่วนที่ใช้สั่งงานด้วยการชี้และเลือกสิ่งต่างๆที่แสดงอยู่บนจอภาพ
ลำโพง (Speaker) เป็นส่วนที่ใช้แสดงผลที่เป็นเสียง

ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์

จำแนกตามหน้าที่ของฮาร์ดแวร์ต่างๆ สามารถแบ่งเป็นส่วนสำคัญ 5 ส่วน คือ
1. หน่วยรับข้อมูล (Input Unit) ทำหน้าที่รับโปรแกรมคำสั่ง และข้อมูลเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์

2. หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit – CPU) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการคำนวณทั้งทางตรรกะและคณิตศาสตร์ รวมทั้งการประมวลข้อมูลตามคำสั่งที่ได้รับ

3. หน่วยความจำ (Memory Unit) ทำหน้าที่เก็บข้อมูลหรือคำสั่งที่ส่งมาจากหน่วยรับข้อมูล เพื่อเตรียมส่งไปประมวลผลยังหน่วยประมวลผลกลาง และเก็บผลลัพธ์ที่ได้มาจากการประมวลผลแล้วเพื่อเตรียมส่งไปยังหน่วยแสดงผล

4. หน่วยแสดงผล (Output Unit) ทำหน้าที่แสดงผลข้อมูลที่คอมพิวเตอร์ทำการประมวลผลหรือผ่านการคำนวณแล้ว

5. อุปกรณ์ต่อพ่วงอื่นๆ (Peripheral Equipment) เป็นอุปกรณ์ที่นำมาต่อพ่วงเข้ากับคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้มากยิ่งขึ้น เช่น โมเด็ม แผงวงจรเชื่อมต่อเครือข่าย เป็นต้น

หน่วยรับข้อมูล (Input Unit) 

หน่วยรับข้อมูล (Input Unit) ฮาร์ดแวร์ที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยรับข้อมูลมีหลากหลายอุปกรณ์ ได้แก่
1. คีย์บอร์ด (Keyboard) อุปกรณ์รับข้อมูลจากการกดแป้นแล้วทำการเปลี่ยนเป็นรหัส เพื่อบอกให้คอมพิวเตอร์รู้ว่ามีการกดตัวอักษรอะไร แผงแป้นอักขระส่วนใหญ่เป็นไปตามมาตรฐานของเครื่องพิมพ์ดีด ซึ่งระบบรับรหัสตัวอักขระที่ใช้ในทางคอมพิวเตอร์เป็นรหัส 7 หรือ 8 บิต (Operator)

2 เมาส์ (Mouse) อุปกรณ์นำเข้าข้อมูลโดยการเลื่อนเมาส์เพื่อบังคับตัวชี้ไปยังตำแหน่งต่างๆ บนหน้าจอ

3. OCR (Optical Character Reader) อุปกรณ์นำเข้าข้อมูล โดยใช้วิธีการอ่านข้อมูลด้วยลำแสงในลักษณะพาดขวางบนเอกสารที่มีข้อมูลอยู่ แล้วแปลงรหัสเป็นสัญญาณไฟฟ้าเข้าไปเก็บในเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์โอซีอาร์ที่เราสามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ เครื่องอ่านรหัสแท่ง (Barcode reader)


4. OMR (Optical Mark Reader) อุปกรณ์นำเข้าที่ทำงานโดยการอ่านข้อมูลจากการทำเครื่องหมายด้วยดินสอและปากกาลงบนกระดาษคำตอบ (Answer sheet) ซึ่งถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ

5. สแกนเนอร์ (Scanner) เป็นอุปกรณ์นำเข้าข้อมูลที่เป็นเอกสาร รูปภาพ หรือ รูปถ่าย

7. ปากกาแสง (Light Pen) เป็นอุปกรณ์ทำงานคล้ายกับเมาส์ในการติดต่อกับคอมพิวเตอร์ เป็นอุปกรณ์ที่เหมาะสำหรับงานวาดภาพ

ขอบคุณเว็บไซต์  http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/tech03/08/web/lesson/lesson_3/lesson_3_1_2.html

คู่มือการใช้งานโปรแกรม Microsoft Word 2003

13 ก.ค.

การใช้งานโปรแกรม  Microsoft Office Word  2003

                โปรแกรม  Microsoft Office Word 2003 เป็นหนึ่งโปรแกรมในชุด  Microsoft Office 2003  ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากใช้งานง่าย มีหน้าที่ของโปรแกรม เมนูคำสั่ง และรวมถึงการให้ความช่วยเหลือทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ  ซึ่งโปรแกรมถูกออกแบบมาเพื่องานด้านเอกสารต่าง  ๆ  เช่น  จดหมาย  รายงาน  คู่มือต่าง ๆ ใบปะหน้าแฟกซ์ และบันทึกข้อความ เป็นต้น

                ลักษณะเด่นและความสามารถของโปรแกรม Microsoft Word 2003 คือสามารถที่จะสร้างเอกสารได้ง่าย  ตัวอย่างเช่น

  1. ผู้ช่วยเหลือ  (Office Assistance) ให้ความช่วยเหลือได้ทั้งสอบถามคำสั่งต่าง ๆ  และวิธีการใช้งานโปรแกรม
  2. มีการตกแต่งเอกสารที่ง่าย ทำได้ทั้งรูปแบบตัวอักษรและย่อหน้า  (Paragraph)
  3. มีการสร้างเอกสารจากต้นแบบ (Templates) ในลักษณะต่าง ๆ
  4. สามารถสร้างตารางเพื่อเป็นส่วนประกอบของเอกสาร
  5. สามารถใส่รูปภาพที่ได้มาจากคลิปอาร์ต  อินเตอร์เน็ต  กล้องดิจิตอล  เครื่องสแกน และรูปภาพ
  6. มีระบบอัตโนมัติในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ช่วยเตือนหรือแก้ไขเพื่อให้งานที่สร้างมาเสร็จสมบูรณ์  ถูกต้องมากยิ่งขึ้น
  7. สามารถสร้างเอกสารในรูปแบบ HTML  (Hypertext Markup  Language) หรือที่เรียกว่าเว็บเพจ (Webpage)
  8. อนุญาตให้บันทึกอกสารในรูปแบบ XML (Extensible Markup Language)  เพื่อให้ผู้ใช้สามารถแยกเนื้อหาของเอกสารออกจากขอบเขตของรูปแบบของเอกสาร
  9. สามารถล็อกเอกสารและรูปแบบ หรือรูปแบบหมายเลข เท็มเพลต เพื่อให้เอกสารที่ถูกเรียกใช้งานอยู่ในรูปแบบเดียวกัน

1.  การเรียกใช้โปรแกรม  Microsoft Word 2003

                การเรียกใช้โปรแกรม Microsoft Word2003  มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. คลิกที่ปุ่ม  Start
  2. คลิกเลือก  Programs
  3. คลิกเลือก  Microsoft Office
  4. คลิกเลือก  Microsoft Office Word 2003

 2.  ส่วนประกอบของหน้าจอของ  Microsoft Office Word 2003 

  1. แถบเมนูคำสั่ง  (Menu Bar)  ทำหน้าที่แสดงคำสั่ง  ซึ่งจะมีทั้งเมนูภาษาไทย และเมนูภาษาอังกฤษ
  2. แถบเครื่องมือ  (Toolbar) ทำหน้าที่แสดงปุ่มต่าง ๆ ที่ใช้งานบ่อย ๆ เช่น ปุ่มบันทึก (Save) เป็นต้น  เป็นการเลือกใช้คำสั่งจากปุ่มคำสั่งต่าง ๆ  ที่มีให้เลือกบนแถบเครื่องมือแต่ละแถบ  แทนการเลือกจากเมนูคำสั่ง  แถบเครื่องมือที่ใช้บ่อย ๆ เช่น แถบเครื่องมือมาตรฐาน (Standard Toolbar) และแถบเครื่องมือจัดรูปแบบ  (Formatting Toolbar)
  3. เคอร์เซอร์  (Insertion Point)  ทำหน้าที่เป็นตัวอักษรบอกตำแหน่งที่เริ่มพิมพ์หรือตำแหน่งที่เริ่มแก้ไข
  4. แถบแสดงสถานะ  (Status Bar) ทำหน้าที่แสดงตำแหน่งของตัวแทรกข้อความว่าอยู่ที่หน้าใด และจำนวนทั้งหมดของเอกสารว่ามีจำนวนทั้งหมดกี่หน้า รวมทั้งสถานะต่าง ๆ  เกี่ยวกับด้านการพิมพ์ และการแก้ไข
  5. แถบเลื่อน (Scroll Bar)  ทำหน้าที่เลื่อนมุมมองของจอภาพในแนวตั้งหรือแนวนอน จอภาพไม่สามารถแสดงข้อมูลได้ครบ
  6. ปุ่มควบคุมหน้าต่างไฟล์  (Control Button)  ประกอบด้วยปุ่มต่าง ๆ โดยจะมีสถานะคือ

– ปุ่มย่อหน้าต่าง (Minimize)  ทำหน้าที่ย่อหน้าของโปรแกรมที่เปิดใช้งานอยู่ มาเก็บไว้ที่ทาสก์บาร์

– ปุ่มขยายหน้าต่าง (Maximize)  ทำหน้าที่ขยายหน้าของโปรแกรม ให้เต็มพื้นที่ทั้งหมดของโปรแกรม

– ปุ่มกลับสู่สภาพเดิม  (Restore Down)  ทำหน้าที่ขยายหน้าต่างกลับไปมีขนาดเท่ากับขนาดที่ก่อนขยายหน้าต่างโปรแกรมให้เต็มจอ

– ปุ่มปิดหน้าต่าง  (Close)  ทำหน้าที่ออกจากหน้าต่าง หรือออกจากโปรแกรม

  1. ไม้บรรทัด (Ruler)  เป็นเครื่องมือที่ช่วยวัดระยะขอบกระดาษ
  2. แถบเครื่องมือ  Task Pane  เป็นแถบเครื่องมือที่ช่วยในการทำงานหลาย ๆ ด้าน เช่น  New Document, Clip Art  และ  Clipboard

3. แถบเครื่องมือ  (Toolbar)

แถบเครื่องมือ คือ  ปุ่มของคำสั่งที่ผู้ใช้สามารถสั่งงานได้โดยตรง  เพื่อที่จะได้รับความสะดวกในการเรียกใช้คำสั่งที่ถูกเรียกใช้งานบ่อย ๆ  แถบเครื่องมือที่ถูกเปิดใช้เป็นประจำหรือเป็นแถบเครื่องมือมาตรฐานมี 2 แถบเครื่องมือ  คือ

                3.1  แถบเครื่องมือมาตรฐาน  (Standard  Toolbar)

                3.2  แถบเครื่องรูปแบบ (Formatting Toolbar) 

                แถบเครื่องมือนั้นสามารถที่จะซ่อมหรือแสดงได้ด้วยวิธีต่าง ๆ  ดังนี้

                                วิธีที่ 1 คลิกเลือกเมนู  มุมมอง  >  แถบเครื่องมือ

                                วิธีที่ 2 คลิกขวาที่บริเวณแถบเครื่องมือหรือแถบเมนูและเลือกชื่อแถบเครื่องมือ

วิธีที่  1                                                                                   วิธีที่  2  

แถบเครื่องมือมาตรฐาน (Standard Tools Bar) เช่น

สัญรูป

หน้าที่

สร้างเอกสารใหม่(New) ใช้ในการสร้างเอกสารใหม่
เปิด(Open) ใช้ในการเปิดเอกสารที่มีอยู่แล้ว
บันทึก(Save) ใช้ในการบันทึกหรือจัดเก็บเอกสาร
พิมพ์ (Print) ใช้ในการพิมพ์เอกสารออกทางเครื่องพิมพ์
ตัวอย่างก่อนพิมพ์ (Print Preview) ใช้ในการขอดูเอกสารก่อนพิมพ์ออกทางเครื่องพิมพ์
ตัด (Cut) ใช้ในการตัดข้อความที่เลือกเก็บไว้ใช้งานต่อ
คัดลอก(Copy) ใช้ในการคัดลอกข้อความที่เลือกไว้เพื่อทำงานต่อ
วาง(Past) ใช้ในการนำข้อความมาวางในตำแหน่งที่ต้องการ
ย่อ/ขยาย(Zoom Contrl) ใช้ในการย่อหรือขยายเอกสารตามสัดส่วนที่ต้องการ
จัดรูปแบบ(Style) ใช้ในการเลือกลักษณะของเอกสาร
แบบอักษร(Font) ใช้ในการเลือกแบบตัวอักษร
ขนาดแบบอักษร(Font Size) ใช้ในการเลือกขนาดตัวอักษร
ตัวหนา(Bold) ใช้ในการทำตังอักษรเป็นตัวหนา
ตังเอียง(Italic) ใช้ทำตังเป็นตัวเอียง
ขีดเส้นใต้(Underlind) ใช้ทำตัวอักษรเป็นตัวขีดเส้นใต้
จัดชิดซ้าย (Align Left) ใช้จัดข้อความชิดซ้าย
กึ่งกลาง (Center) ใช้จัดข้อความแบบกึ่งกลาง
จัดชิดขวา (Align Right) ใช้จัดข้อความชิดขวา
ชิดขอบ (Justift) ใช้จัดข้อความด้านหน้า – ด้านหลังเสมอกัน

สัญรูป

หน้าที่

ลำดับเลข(Numbering) ใช้ใส่ลำดับเลขที่หน้าข้อความ
สัญลักษณ์แสดงหัวข้อย่อย ใส่สัญลักษณ์แสดงหัวข้อย่อยหน้าข้อความ
ลดการเยื้อง(Decrease Indent) ใช้ลดระยะเยื้องของข้อความ
เพิ่มการเยื้อง (Increase Indent) ใช้เพิ่มระยะเยื้องของข้อความ
ภายนอกขอบ(Border) ใช้ลากเส้นเพื่อตีกรอบเอกสาร
เน้น ใช้ระบายสีเพื่อเน้นข้อความ
สีแบบอักษร(Font color) ใช้เปลี่ยนสีอักษรหรือข้อความ

การแทรกรูปภาพและข้อความศิลป์

แถบเครื่องมือสำหรับตกแต่งรูปภาพ

สัญรูป

หน้าที่

แทรกรูปภาพ ใช้เปลี่ยนภาพที่เลือก โดยเลือกมาจากไฟล์อื่น
สี กำหนดคุณสมบัติของภาพ เช่น ปรับให้เป็นภาพขาวดำ
เพิ่มความชัด เพิ่มความคมชัดของรูปภาพ
ลดความชัด ลดความคมชัดของรูปภาพ
เพิ่มความสว่าง เพิ่มความสว่างให้กับรูปภาพ
ลดความสว่าง ลดความสว่างให้กับรูปภาพ
ครอบตัด ใช้ตัดภาพให้เหลือเฉพาะส่วนที่ต้องการ
ลักษณะเส้น ใช้สร้างกรอบของภาพ
การตัดข้อความ ใช้กำหนดให้อักษรล้อมรอบรูปภาพในรูปแบบต่างๆ
จัดรูปแบบวัตถุ ปรับแต่งองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น ความกว้าง ความยาว
กำหนดสีโปร่งใส ทำให้สีที่ถูกคลิกกลายเป็นสีโปร่งใส ซึ่งทำให้มองทะลุเห็นพื้นหลัง (ใช้ได้กับภาพที่มาจากไฟล์อื่นเท่านั้น)
ตั้งค่ารูปภาพใหม่ ยกเลิกการปรับแต่งทั้งหมด ให้ภาพกลับไปเป็นแบบเดิมก่อนตกแต่ง

4.  การจัดการกับข้อความ 

                การเลือกภาษาที่ใช้พิมพ์  (Accent  Gravel)

                ก่อนจะมีการเริ่มพิมพ์ข้อความลงไปบนเอกสารนั้น  จำเป็นอย่างยิ่งต้องรู้จักแป้นพิมพ์ที่จะช่วยให้สามารถเปลี่ยนสถานการณ์พิมพ์จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย  หรือจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ  คือแป้น ~  (รูปตัวหนอน )  และสังเกตสถานะของภาษาที่แถบแสดงสถานะ  (Status Bar)

                การป้อนข้อความ  (พิมพ์แทรก / พิมพ์ทับ)

                การพิมพ์ข้อความแบ่งออกเป็น  2  ลักษณะ  คือ

                1.  การพิมพ์แทรก

                     โดยทั่วไปแล้วมักเป็นค่าปกติของการพิมพ์  (Default)  เนื่องจากเมื่อมีการพิมพ์ข้อความก็จะแทรกต่อไปเรื่อย ๆ  โดยข้อความที่อยู่หลังจากตัวแทรกข้อความ  (  I  )  ยังคงเคลื่อนไป  สังเกตสถานการณ์พิมพ์แทรกได้จาก  Status Bar  ดังนี้     (Overtype) ให้สังเกตว่าปุ่มนี้จะมีตัวอักษรสีเทา

                2.  การพิมพ์ทับ

                     การพิมพ์ข้อความที่ทับข้อความเดิมที่มีอยู่แล้ว  โดยสังเกตสถานการณ์พิมพ์ทับได้จาก  Status Bar       (Overtype)  ให้สังเกตว่าปุ่มนี้จะมีสีเข้มขึ้น

                3  การลบข้อความ 

                การลบข้อความนั้นเป็นไปได้  2  ลักษณะ คือ

                1.  ลบตัวอักษรที่อยู่ทางด้านซ้ายของตัวแทรกข้อความ  (  I  )  ให้ใช้แป้น  [Backspace]

                2.  ลบตัวอักษรที่อยู่ทางด้านขวาของตัวแทรกข้อความ  (  I  )  ให้ใช้แป้น  [Delete]

5.  การยกเลิกคำสั่งและการทำซ้ำ  (Undo /Redo)

                การใช้คำสั่งหรือการพิมพ์ข้อความ  อาจมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น  ซึ่งอาจจะเป็นด้วยคำสั่งที่เลือกจากเมนูหรือแถบเครื่องมือ  และการพิมพ์ข้อความ  ซึ่งสามารถยกเลิกหรือทำซ้ำคำสั่งต่าง ๆ  เหล่านั้นได้ดังนี้

                 

การยกเลิก  (Undo)   การยกเลิก  (Undo)   วิธีที่  คลิกเลือกเมนู  Edit à  Undo

วิธีที่  คลิกปุ่ม    บนแถบเครื่องมือมาตรฐาน

วิธีที่  กดปุ่มบนแป้น  Ctrl + Z

 วิธีที่  คลิกเลือกเมนู  Edit à  Redo

วิธีที่  คลิกปุ่ม    บนแถบเครื่องมือมาตรฐาน

วิธีที่  กดปุ่มบนแป้น  Ctrl + Y

 

6. การบันทึกข้อมูล  (Save / Save As)

                การบันทึกข้อมูล  คือ  การเก็บข้อความต่าง ๆ  ที่ได้พิมพ์หรือตั้งค่าต่าง ๆ  ที่ได้กำหนดเพื่อจะได้นำกลับมาใช้ได้ในภายหลัง  โดยการบันทึกข้อมูลมีด้วยกันอยู่  2  คำสั่ง  คือ  คำสั่ง  Save  และคำสั่ง  Save  As  ซึ่งใช้ต่างกันดังนี้

                บันทึกไฟล์เอกสาร  (Save)

                ใช้เมื่อต้องการบันทึกข้อมูลที่ใช้งานอยู่ปัจจุบัน  ซึ่งจะทำการบันทึกชื่อไฟล์เดิม  มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. คลิกเลือกเมนู  File  >  Save  หรือกดแป้น  Ctrl+S
  2. สังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงที่แถบสถานะ  (Status Bar)

                บันทึกไฟล์เอกสารเป็น   (Save As)

                ใช้เมื่อต้องการบันทึกข้อมูลที่ใช้งานอยู่ปัจจุบันในชื่อไฟล์หรือไดรฟ์ที่แตกต่างไปจากเดิม  ซึ่งจะมีขั้นตอนการบันทึกดังต่อไปนี้

  1. คลิกเลือกเมนู  File  >  Save  As   หรือกดแป้น  F12
  2. คลิกเลือกไดรฟ์และตำแหน่งที่ต้องการบันทึก
  3. พิมพ์ชื่อไฟล์ที่ต้องการบันทึก
  4. คลิกปุ่ม
  5. สังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงที่แถบแสดงสถานะ  (Status Bar )  แสดงข้อความกำลังบันทึกข้อมูลอยู่

7.  การจัดการกับเอกสาร

                การเปิดเอกสาร  (Close)

                การเปิดเอกสารที่กำลังเปิดใช้งานอยู่นั้น  สามารถทำได้หลายวิธีดังนี้

                วิธีที่  1  คลิกเลือกเมนู  File  >  Close

                วิธีที่  2  คลิกปุ่ม  Close    ที่แถบเมนู

                วิธีที่  3  กดแป้น  Ctrl +  W

การสร้างเอกสารใหม่  (New)

                การสร้างเอกสารใหม่นั้น เมื่อผู้ใช้เปิดโปรแกรมจะเห็นได้ว่าโปรแกรมได้สร้างไฟล์เอกสารขึ้นมา  เพื่อใช้งานอยู่แล้ว  1  เอกสาร  แต่ผู้ใช้ต้องการสร้างเพิ่มขึ้นมาใหม่อีก  สามารถทำได้หลายวิธีดังต่อไปนี้

                วิธีที่  1  กดแป้น  Ctrl + N

                วิธีที่  2  คลิกที่ปุ่ม  New  บนแถบเครื่องมือมาตรฐาน

                วิธีที่  3  คลิกที่เมนู File  >  New  คลิกเลือก  เอกสารเปล่า จากแถบเครื่องมือ  Task  Pane  จะได้หน้าต่างเอกสารใหม่

การกำหนดค่าให้กับเอกสาร  (Page  Setup)

                การค่าให้กับเอกสารจะได้กำหนดลักษณะต่าง ๆ  เพิ่มเติมขึ้นจากเดิม  ซึ่งเป็นค่ามาตรฐาน  มีขั้นตอนและรายละเอียดดังต่อไปนี้

  1. คลิกเลือกเมนู  แฟ้ม  >  ตั้งค่าหน้ากระดาษ
  2. คลิกเลือก  Tab  รูปแบบที่ต้องการปรับแต่ง

Tap  ระยะขอบ  เป็นการกำหนดค่าให้ระยะขอบของกระด้าน  ทั้งด้าน  บน  ล่าง  ซ้าย  ขวา

Tap  กระดาษ  เป็นการกำหนดค่าให้ขนาดกระดาษที่ต้องการ เช่น  A4  , F4,  F5

Tap  เค้าโครง  เป็นการกำหนดเค้าโครงว่าแต่ละหน้าจะให้มีลักษณะเป็นอย่างไร

  1. เมื่อตั้งค่าเสร็จแล้วกดปุ่ม  ตกลง

การเปิดเอกสารเดิม  (Open)

                การเปิดเอกสารเดิม  คือ  การนำเอกสารที่เคยถูกบันทึกไว้  แล้วเปิดขึ้นมาใช้งานหรือแก้ไขเพิ่มเติม  มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. คลิกเลือกเมนู  แฟ้ม  > เปิด  หรือกดแป้น  Ctrl+  O  หรือคลิกที่ปุ่ม  Open  
  2. คลิกเลือกไดรว์ที่ต้องการเปิดเอกสาร
  3. คลิกเลือกชื่อไฟล์ที่ต้องการเปิด
  4. คลิกปุ่ม  เปิด
  5. จะเปิดหน้าต่างไฟล์ที่เลือกไว้

8.  มุมมอง (View )  ต่าง ๆ  ใน  Microsoft  Word  2003

                มุมมองต่าง ๆ  ใน  Microsoft  Word  2003  นั้น   แบ่งออกเป็นหลายมุมมองด้วยกัน  ซึ่งแต่ละมุมมองก็จะต้องมีลักษณะเด่นแตกต่างกัน  โดยสรุปได้ดังนี้

  1. 1.              มุมมองปกติ  (Normal  View)

เป็นการกำหนดมุมมองให้เห็นทุก ๆ  สิ่งที่พิมพ์ในเอกสาร  เหมาะสำหรับแก้ไขและกำหนดรูปแบบของข้อความ  ซึ่งจะแสดงตารางรูปแบบข้อความที่ดูง่าย  รวมถึงมุมมองปกติ  ผู้ใช้สามารถกำหนดด้วยเมนู
มุมมอง >  มุมมองปกติ

  1. 2.              มุมมองเค้าโครงเว็บ (Web Layout View)

เป็นการกำหนดมุมมองที่ช่วยให้การอ่านข้อความตามในเอกสารเป็นไปได้ง่ายขึ้น  ข้อความที่แสดงให้เป็นข้อความตามความกว้างของหน้าต่าง โปรแกรม  และตัดตอนให้พอดีกับหน้าต่างที่แสดงข้อความ การแสดงข้อมูลต่าง ๆ  บนเอกสารจะมีลักษณะที่คล้ายกับ Print Layout View ถ้าเอกสารที่กำลังเปิดใช้อยู่ไม่ได้แสดงอยู่ในมุมมองเค้าโครงเว็บ  ผู้ใช้สามารถกำหนดด้วยเมนู  มุมมอง > เค้าโครง

  1. 3.              มุมมองเค้าโครงหน้ากระดาษ  (Print Layout View)

มักเรียกมุมมองนี้ว่า  “มุมมองเหมือนพิมพ์”  เป็นมุมมองที่สามารถมองเห็นวัตถุต่าง ๆ  ที่วางลงไปบนเอกสาร  เช่น  ตาราง  กราฟ  วัตถุที่สร้างขึ้น  และรูปภาพ  เป็นต้น  มุมมองนี้ใช้ประโยชน์เพื่อการแก้ไขหัวกระดาษและท้ายกระดาษ  (Header and Footer)  จัดการขอบกระดาษ  สร้างคอลัมน์  วาดวัตถุต่าง ๆ  และกรอบข้อความ  ถ้าเอกสารที่กำลังเปิดใช้อยู่ไม่ได้แสดงอยู่ในมุมมองเหมือนพิมพ์ ผู้ใช้สามารถกำหนดเมนู  มุมมอง > เค้าโครงหน้ากระดาษ

9.   การเลือกข้อความ  ตัวอักษรและการยกเลิก

                การเลือกข้อความและตัวอักษร

การเลือกข้อความและตัวอักษร  เพื่อที่จะได้ใช้ประโยชน์จากกลุ่มคำที่ได้เลือกไว้  เช่น  ต้องการเปลี่ยนขนาด  เปลี่ยนฟอนต์  (แบบอักษร)  ตัวขีดเส้นใต้  เป็นต้น  สามารถทำได้หลายวิธี  ดังต่อไปนี้

1.  ใช้แป้นบนคีย์บอร์ด

     วิธีที่  1  เลือกเพียงบางส่วน

1.1      เลื่อนเมาส์ไปยังตำแหน่งเริ่มต้นของข้อความหรือตัวอักษรที่ต้องการเลือก

1.2      กดแป้น  Shift  ค้างไว้และกดแป้นต่อไปนี้

–                   กดแป้นลูกศรใด ๆ  เช่น  ¬®­¯

–                   กดแป้น  Home / End / Page Up / Page Down

1.3      ข้อความถูกเลือกเป็นแถบสีดำตามที่ต้องการ

     วิธีที่  2  เลือกทั้งเอกสาร

การเลือกข้อความทั้งเอกสารสามารถทำได้ดังนี้  กดแป้น  Ctrl +  A

2.  ใช้เมาส์

     วิธีที่  1  เลือกโดยการ  Drag  Mouse

1.1      คลิกเมาส์ที่ตำแหน่งเริ่มต้นของข้อความ และกดเมาส์ค้าไว้

1.2      ลากเมาส์ไปให้เกิดเป็นแถบสีดำทับข้อความที่ต้องการเลือก

1.3      ปล่อยเมาส์เมื่อเลือกข้อความครบที่ต้องการ

     วิธีที่  2  เลือกข้อความเฉพาะคำ

        2.1 เลื่อนเมาส์ไปยังคำที่ต้องการเลือก

2.2 ดับเบิลคลิกที่คำที่ต้องการเลือก

       2.3 คำที่ต้องการเลือกจะปรากฏเป็นแถบสีดำ

     วิธีที่  3  เลือกข้อความทั้งบรรทัด

        3.1 เลื่อนเมาส์ไปด้านซ้ายสุดของข้อความในบรรทัดที่ต้องการ  ตัวชี้เมาส์จะเปลี่ยนเป็น

3.2 คลิกเมาส์ด้ายหน้าของข้อความในบรรทัดที่ต้องการ

       3.3 ข้อความในบรรทัดที่ต้องการจะปรากฏเป็นแบบสีดำ

     วิธีที่  4  เลือกข้อความทั้งย่อหน้า

        4.1 เลื่อนเมาส์ไปด้านซ้ายของย่อหน้าข้อความที่ต้องการ  ตัวชี้เมาส์จะเปลี่ยนเป็น

        4.2 ดับเบิลคลิกที่ด้านหน้าของย่อหน้าข้อความที่ต้องการ

        4.3 ข้อความย่อหน้าที่ต้องการจะปรากฏเป็นแถบสีดำ

10.   การออกจากโปรแกรม  Microsoft  Word  2003

การออกจากโปรแกรม  สามารถทำได้หลายวิธีดังต่อไปนี้  (เมื่อเปิดไฟล์ใช้งานเพียง 1 ไฟล์)

วิธีที่  1  คลิกเมนูแฟ้ม  > จบการทำงาน

วิธีที่  2  คลิกปุ่ม  Close  บน  Title Bar

วิธีที่  3  ดับเบิลคลิกที่สัญลักษณ์ของโปรแกรม  บน  Title Bar

วิธีที่  4  กดแป้น  Alt + F4

 

    การตกแต่งเอกสาร

2.1  การย้ายและการคัดลอกข้อความ

                การย้ายและคัดลอกข้อความนั้นมีขั้นตอนคล้ายกัน  สามารถทำได้หลายวิธีต่อไปนี้

                การย้ายข้อความโดยการ  Drag and Drop   มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

                1.  เลือกข้อความที่ต้องการย้าย   (Move)

                2.  เลื่อนตัวชี้เมาส์ไปยังแถบสีที่เลือกไว้

                3. คลิกและลากเมาส์ข้อความที่เลือกไปยังตำแหน่งที่ต้องการ  (สังเกตตัวชี้เมาส์จะมีลักษณะดังนี้        )

                4. ปล่อยปุ่มเมาส์  ข้อความจะวางลงในตำแหน่งที่เราเลื่อนเมาส์ไปปล่อย

                การคัดลอกข้อความโดยการ  Drag and Drop

                1.  เลือกข้อความที่ต้องคัดลอก   (Copy)

                2.  เลื่อนตัวชี้เมาส์ไปยังแถบสีที่เลือกไว้

                3. กดแป้น  Ctrl   ค้างไว้  คลิกและลากเมาส์ข้อความที่เลือกไปยังตำแหน่งที่ต้องการ  (เมาส์จะมี      ลักษณะดังต่อไปนี้        )

                4. ปล่อยปุ่มเมาส์  ข้อความจะคัดลอกไปลงในตำแหน่งที่เราเลื่อนเมาส์ไปปล่อย

                การย้ายข้อความโดยใช้คำสั่ง  Cut + Paste

  1. เลือกข้อความที่ต้องการย้าย
  2. คลิกปุ่ม  Cut    บนแถบเครื่องมือมาตรฐาน  หรือเลือกเมนู  แก้ไข >  ตัด   หรือกดแป้น  Ctrl + X (เมื่อใช้คำสั่ง ตัดแล้ว  ข้อความที่ถูกเลือกไว้จะถูกตัดเก็บไว้ในหน่วยความจำ  ให้สังเกตว่าข้อความต้นฉบับจะหายไป
  3. คลิกตำแหน่งที่ต้องการวางข้อความที่ได้ย้ายไว้  (ถ้าต้องการย้ายข้อความไปยังเอกสารอีกฉบับหนึ่ง  ให้สลับไปที่เอกสารฉบับนั้น
  4. คลิกปุ่ม  Paste   บนแถบเครื่องมือมาตรฐาน  หรือเลือกเมนู  แก้ไข  >  วาง หรือกดแป้น  Ctrl + V

                การคัดลอกข้อความโดยใช้คำสั่ง  Copy + Paste

  1. เลือกข้อความที่ต้องการคัดลอก
  2. คลิกที่ปุ่ม  Copy    บนแถบเครื่องมือมาตรฐาน  หรือเลือกเมนู แก้ไข  > คัดลอก  หรือกดแป้น  Ctrl+C
  3. คลิกตำแหน่งที่ต้องการวางข้อความที่ได้คัดลอกไว้ (ถ้าต้องการคัดลอกข้อความไปยังเอกสารอีกฉบับหนึ่งให้สลับไปที่เอกสารฉบับนั้น)
  4. คลิกปุ่ม  Paste   บนแถบเครื่องมือมาตรฐาน  หรือเลือกเมนู  แก้ไข  >  วาง หรือกดแป้น  Ctrl + V
  5. ข้อความจะไปวางลงในตำแหน่งที่ได้ทำการเลือกไว้

2.2  การกำหนดค่าต่าง ๆ  ให้กับตัวอักษร

                การกำหนดค่าต่าง ๆ  ให้กับตัวอักษรนั้นสามารถปรับจากแถบเครื่องมือรูปแบบได้อย่างง่ายโดยการปรับค่าต่าง ๆ  นั้นประกอบไปด้วยลักษณะของแบบอักษรในลักษณะต่าง ๆ  ดังนี้

                รูปแบบอักษรหรือฟอนต์

                รูปแบบอักษรมักจะพูดกันติดปากว่า  “ฟอนต์”  จะมีรูปแบบที่แตกต่างกันมาก  ซึ่งรูปแบบอักษรแบ่งออกเป็น  2  ประเภทด้วยกัน  คือ

  1. Complex Scripts คือ  รูปแบบที่ใช้กับภาษาไทยเพียงอย่างเดียว  จะลงท้ายด้วย  UPC
  2. Latin  Text  คือรูปแบบอักษรที่ใช้เปลี่ยนให้กับอักษรทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ  ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนรูปแบบอักษร มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

à เลือกข้อความที่ต้องการเปลี่ยนรูปแบบอักษร

à คลิกเลือกรูปแบบฟอนต์จากรายการรูปแบบอักษรที่ให้มา

à รูปแบบอักษรจะเปลี่ยนไปตามแบบที่ได้เลือกไว้

                การเปลี่ยนขนาดฟอนต์

                การเปลี่ยนขนาดฟอนต์  คือการทำให้ขนาดตัวอักษรใหญ่ขึ้นหรือเล็กลงตามขนาดที่ต้องการ  มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

                1.  เลือกข้อความที่ต้องการเปลี่ยนขนาดฟอนต์ของข้อความนั้น

                2.  คลิกเลือกขนาดของฟอนต์จากรายการรูปแบบอักษรที่ให้มา

                3.  เลือกขนาดของฟอนต์ที่ต้องการ

 ขอบคุณเว็บไซต์ https://www.google.co.th/webhp?hl=th&tab=ww#hl=th&output=search&sclient=psy-ab&q=%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A1+Microsoft+Word+2003&oq=%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A1+Microsoft+Word+2003&gs_l=hp.3..0j0i8i30.1997.1997.0.3621.1.1.0.0.0.0.102.102.0j1.1.0….0…1c.2.19.psy-ab.3MCrhWEaapY&pbx=1&bav=on.2,or.r_qf.&bvm=bv.48705608,d.bmk&fp=6812ee30331e1cb5&biw=1366&bih=677

คอมเตอร์น่ารู้

12 ก.ค.

คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือที่มนุษย์สร้างและพัฒนาขึ้น เพื่อนำมาใช้ในการทำงานที่ซับซ้อน หรือมีจำนวนมากให้เสร็จอย่างรวดเร็วและถูกต้อง

คอมพิวเตอร์มาจากภาษาละตินว่า Computare ซึ่งหมายถึง การนับ หรือ การคำนวณ  พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายของคอมพิวเตอร์ไว้ว่า “เครื่องอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตโนมัติ ทำหน้าที่เหมือนสมองกล ใช้สำหรับแก้ปัญหาต่างๆ ที่ง่ายและซับซ้อนโดยวิธีทางคณิตศาสตร์
คอมพิวเตอร์จึงเป็นเครื่องจักรอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ทำงานแทนมนุษย์ ในด้านการคิดคำนวณและสามารถจำข้อมูล ทั้งตัวเลขและตัวอักษรได้เพื่อการเรียกใช้งานในครั้งต่อไป  นอกจากนี้ ยังสามารถจัดการกับสัญลักษณ์ได้ด้วยความเร็วสูง โดยปฏิบัติตามขั้นตอนของโปรแกรม คอมพิวเตอร์ยังมีความสามารถในด้านต่างๆ อีกมาก อาทิเช่น การเปรียบเทียบทางตรรกศาสตร์ การรับส่งข้อมูล การจัดเก็บข้อมูลในตัวเครื่อง และสามารถประมวลผลจากข้อมูลต่างๆ ได้

จอภาพหรือมอนิเตอร์ (Monitor)
มีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมคล้ายเครื่องรับโทรทัศน์ มีจอสำหรับแสดงผลเป็นข้อความหรือภาพ ทำให้เรามองเห็นตัวหนังสือ และตัวเลขที่พิมพ์ลงไปหรือภาพต่างๆ ได้

 แป้นพิมพ์หรือคีย์บอร์ด (Keyboard)

เป็นแท่นมีปุ่มตัวหนังสือภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ตัวเลข สัญลักษณ์ต่างๆ เมื่อกดปุ่มใดข้อมูลที่ปุ่มนั้นจะถูกป้อนเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วไปปรากฏบนจอภาพ

 เมาส์ (Mouse)

เป็นอุปกรณ์ที่ต่อพ่วงกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ใช้สำหรับเลื่อนตัวชี้เมาส์หรือเคอร์เซอร์หรือลูกศรที่ปรากฏบนจอภาพคอมพิวเตอร์ มักใช้คู่กับแผ่นรองเมาส์ เป็นแผ่นพลาสติกเรียบ ใช้สำหรับรองเมาส์ให้เลื่อนไปมาได้สะดวก

 หน่วยประมวลผลกลางหรือซีพียู (Control Processing Unit หรือ CPU)

     เป็นส่วนที่เปรียบเสมือนสมองของคอมพิวเตอร์ มีหน้าที่รับข้อมูลหรือคำสั่งจากโปรแกรม ซึ่งอยู่ในหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์ จากนั้นจะรวบรวมข้อมูลตามคำสั่งมาคิดคำนวณแล้วแสดงผลออกมาทางจอภาพ

 เครื่องอ่านแผ่นดิสก์ (Disk Drive)
 เป็นช่องสี่เหลี่ยมสำหรับใส่แผ่นดิสก์ ใช้อ่านข้อมูลที่บันทึกไว้ในแผ่นดิสก์และบันทึกข้อมูลลงในแผ่นดิสก์
เครื่องอ่านแผ่นซีดี (CD-Rom Drive)
 เป็นช่องสี่เหลี่ยมสำหรับใส่แผ่นซีดีรอม มักบรรจุอยู่ส่วนบนของกล่องซีพียูเคส (CPU Case) เครื่องขับแผ่นซีดี แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ

 CD-R Drive ใช้อ่านข้อมูลจากแผ่นซีดีได้อย่างเดียว
 CD-RW Drive สามารถใช้อ่านและเขียนบันทึกข้อมูลลงในแผ่นซีดีได้

 เครื่องพิมพ์ (Printer) เป็นอุปกรณ์ทีเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ใช้แสดงผลภาพหรือข้อความที่ปรากฏบนจอภาพ และพิมพ์ออกมาในรูปแบบของแผ่นกระดาษ เครื่องพิมพ์ในปัจจุบันมีหลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบจะมีประสิทธิภาพในการใช้งานแตกต่างกัน
ลำโพง (Speaker) เป็นอุปกรณ์ทีเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ โดยผ่านทางการ์ดเสียง ทำหน้าที่แสดงผลสัญญาณเสียงภายในคอมพิวเตอร์ออกมาให้เราได้ยิน
     คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการประมวลผลจากข้อมูลทีได้รับเข้าไป โดยมีคำสั่งให้ทำงานตามต้องการ และแสดงผลที่ประมวลออกมา คอมพิวเตอร์มีส่วนประกอบ 2 ส่วน ดังนี้
 ฮาร์ดแวร์ (Hardware)

     หมายถึง อุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นโครงร่างสามารถมองเห็นด้วยตา และสัมผัสได้ (รูปธรรม) เช่น จอภาพ คีย์บอร์ด เครื่องพิมพ์ เมาส์ เป็นต้น

     ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ ตามลักษณะการทำงาน ได้ 4 หน่วย โดยอุปกรณ์แต่ละหน่วยมีหน้าที่การทำงานแตกต่างกัน คือหน่วยรับข้อมูลเข้า (Input Unit) เป็นส่วนที่ทำหน้าที่รับข้อมูล คำสั่ง จากอุปกรณ์ส่งไปยังส่วนประมวลผลต่อไป อุปกรณ์ที่ใช้รับข้อมูลได้แก่ แป้นพิมพ์ เมาส์ เครื่องอ่านแผ่นดิสก์ เครื่องอ่านแผ่นซีดี ฮาร์ดดิสก์

      หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU) ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลที่รับเข้ามาตามคำสั่ง อุปกรณ์ที่ในการประมวลผลคือ ซีพียู

      หน่วยแสดงผลข้อมูล (Output Unit) เป็นส่วนที่ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์ของการประมวลผลตามคำสั่งต่างๆ จากส่วนประมวลผล อุปกรณ์ที่ใช้แสดงผล ได้แก่ จอภาพ เครื่องพิมพ์

หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (Secondary Storage) ทำหน้าที่เป็นส่วนเก็บรักษาโปรแกรม และข้อมูลที่บันทึกไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ เมื่อต้องการเรียกใช้ก็นำออกมาแสดงผลได้ อุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลได้แก่ ฮาร์ดดิสก์ แผ่นดิสก์ แผ่นซีดี แฟลชไดร์ฟ เมมโมรี่การ์ด เป็นต้น

 ซอฟท์แวร์ (Software)

     หมายถึง ส่วนที่มนุษย์สัมผัสไม่ได้โดยตรง (นามธรรม) เป็นโปรแกรมหรือชุดคำสั่งที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อสั่งให้   เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงาน ซอฟต์แวร์จึงเป็นเหมือนตัวเชื่อมระหว่างผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์และเครื่องคอมพิวเตอร์ ถ้าไม่มีซอฟต์แวร์เราก็ไม่สามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำอะไรได้เลย ซอฟต์แวร์สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถแบ่งออกได้เป็น

      ซอฟท์แวร์ระบบ (System Software) หรือระบบปฏิบัติการ คือ ชุดของคำสั่งที่เขียนไว้เป็นคำสั่งสำเร็จรูป ซึ่งจะทำงานใกล้ชิดกับคอมพิวเตอร์มากที่สุด เพื่อคอยควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์ทุกอย่าง สามารถทำงาน    ร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ และอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ในการใช้งาน ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมระบบที่รู้จักกันดีคือ DOS, Windows, Unix, Linux รวมทั้งโปรแกรมแปลคำสั่งที่เขียนในภาษาระดับสูง เช่น ภาษา Basic, Fortran, Pascal, Cobol, C เป็นต้น นอกจากนี้โปรแกรมที่ใช้ในการตรวจสอบระบบเช่น Norton’s Utilities    ก็นับเป็นโปรแกรมสำหรับระบบด้วยเช่นกัน

 ซอฟท์แวร์ประยุกต์ (Application Software) คือ ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานต่างๆ ตามที่ผู้ใช้ต้องการ ไม่ว่าจะด้านเอกสาร บัญชี การจัดเก็บข้อมูล เป็นต้น ซอฟต์แวร์ประยุกต์สามารถจำแนก ได้เป็น 2 ประเภท คือ

1. ซอฟต์แวร์สำหรับงานเฉพาะด้าน คือ โปรแกรมซึ่งเขียนขึ้นเพื่อการทำงานเฉพาะอย่างที่เราต้องการบางที่เรียกว่า User’s Program เช่น โปรแกรมการทำบัญชีจ่ายเงินเดือน โปรแกรมระบบเช่าซื้อ โปรแกรมการทำสินค้าคงคลัง เป็นต้น ซึ่งแต่ละโปรแกรมก็มักจะมีเงื่อนไข หรือแบบฟอร์มแตกต่างกันออกไปตามความต้องการ หรือกฎเกณฑ์ของแต่ละหน่วยงานที่ใช้ ซึ่งสามารถดัดแปลงแก้ไขเพิ่มเติม (Modifications) ในบางส่วนของโปรแกรมได้ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ และซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่เขียนขึ้นนี้โดยส่วนใหญ่มักใช้ภาษาระดับสูงเป็นตัวพัฒนา

        2. ซอฟต์แวร์สำหรับงานทั่วไป เป็นโปรแกรมประยุกต์ที่มีผู้จัดทำไว้ เพื่อใช้ในการทำงานประเภทต่างๆ ทั่วไป โดยผู้ใช้คนอื่นๆ สามารถนำโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้กับข้อมูลของตนได้ แต่จะไม่สามารถทำการดัดแปลง หรือแก้ไขโปรแกรมได้ ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรมเอง ซึ่งเป็นการประหยัดเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่ายในการเขียนโปรแกรม นอกจากนี้ ยังไม่ต้องเวลามากในการฝึกและปฏิบัติ ซึ่งโปรแกรมสำเร็จรูปนี้ มักจะมีการใช้งานในหน่วยงาน ที่ขาดบุคลากรที่มีความชำนาญเป็นพิเศษในการเขียนโปรแกรม ดังนั้น การใช้โปรแกรมสำเร็จรูปจึงเป็นสิ่งที่อำนวยความสะดวกและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ตัวอย่างโปรแกรมสำเร็จรูปที่นิยมใช้ได้แก่ MS-Office, Lotus, Adobe Photoshop, SPSS, Internet Explorer และ เกมต่างๆ เป็นต้น

n คอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะเป็นประเภทใดก็ตาม จะมีลักษณะการทำงานของส่วนต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์กันเป็น   กระบวนการ โดยมีองค์ประกอบพื้นฐานหลัก คือ หน่วยรับข้อมูลเข้า (Input) หน่วยความจำ (Memory หน่วยประมวลผลข้อมูล (Process) และหน่วยแสดงผลลัพธ์ (Output) ซึ่งมีกระบวนการขั้นตอนการทำงานดังนี้

หน่วยรับข้อมูลเข้า (Input)

     เริ่มต้นด้วยการนำข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์  ซึ่งสามารถผ่านทางอุปกรณ์ชนิดต่างๆ แล้วแต่ชนิดของข้อมูล ที่จะป้อนเข้าไป เช่น ถ้าเป็นการพิมพ์ข้อมูลจะใช้แผงแป้นพิมพ์ (Keyboard) เพื่อพิมพ์ข้อความหรือโปรแกรมเข้าเครื่องถ้าเป็นการเขียนภาพจะใช้เครื่องอ่านพิกัดภาพกราฟิก (Graphics Tablet) โดยมีปากกาชนิดพิเศษสำหรับเขียนภาพหรือถ้าเป็นการเล่นเกมก็จะมีก้านควบคุม (Joystick) สำหรับเคลื่อนตำแหน่งของการเล่นบนจอภาพ เป็นต้น

     เมื่อผู้ใช้ต้องการทำงานใดๆ ก็ตามไม่ว่าจะป้อนข้อมูล เปิด-ปิดโปรแกรม การเลือกคำสั่ง การสั่งแสดงผลข้อมูล ผู้ใช้ต้องป้อนข้อมูลผ่านทางอุปกรณ์ในส่วนนำเข้า เช่นใช้เมาส์เพื่อเลือกคำสั่งในการเปิดโรแกรม หรือพิมพ์งานด้วยแป้นพิมพ์ เป็นต้น

 หน่วยความจำ (Memory)

     หน่วยความจำที่อยู่ในตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ ในการทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์นั้น เมื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ อ่านข้อมูลเข้าไปแล้ว เครื่องอ่านก็จะนำข้อมูลที่อ่านได้ไปเก็บไว้ในหน่วยความจำนี้ แล้วจะเรียกมาใช้ในเวลาที่ต้องการ ข้อความหรือข้อมูลที่นำไปเก็บไว้ในหน่วยความจำแล้วไม่ว่าจะนำมาใช้สักกี่ครั้งกี่หน ก็จะยังคงเป็นอยู่อย่างเดียว แต่ถ้าข้อมูลอื่นถูกอ่านทับเข้าไป ข้อมูลเก่าจะถูกลบไปทันที หรือถ้าไฟดับ ข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในหน่วยความจำก็จะหายไปหมดเช่นกัน คอมพิวเตอร์จะทำงานได้ดี หรือมีประสิทธิภาพมากหรือน้อย ย่อมขึ้นอยู่กับหน่วยความจำมากกว่าอย่างอื่น

สำหรับไมโครคอมพิวเตอร์ เราเรียกหน่วยความจำนี้ว่า ชิป (chip) ซึ่งใช้เป็นที่เก็บข้อมูล แบ่งออกได้เป็นสองประเภท คือ ประเภทอ่านได้อย่างเดียว เรียกว่า “รอม” (ROM หรือที่ย่อมาจาก read-only memory) ซึ่งเก็บคำสั่งประเภทที่เครื่องต้องปฏิบัติตามทันที เช่น ไบออส (BIOS) ข้อมูลในนั้นจะไม่มีวันลบหายแม้ว่าจะปิดเครื่อง ส่วนอีกประเภทหนึ่ง เรียกว่า “แรม” (RAM หรือที่ย่อมาจาก random access memory) หน่วยความจำแรมนี้ใช้เก็บโปรแกรมหรือแฟ้มข้อมูลที่กำลังจะใช้งาน เมื่อปิดไฟที่ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ ข้อมูลที่อยู่ในแรมจะหายไปหมด     และหากเริ่มต้นเปิดเครื่องใหม่ ต้องการจะใช้โปรแกรมหรือแฟ้มข้อมูลใด ก็จะต้องบรรจุ (load) โปรแกรมหรือ    แฟ้มข้อมูลนั้นมาเก็บไว้ในแรมก่อน จึงจะทำงานต่อไปได้

     สำหรับไมโครคอมพิวเตอร์แล้ว ยิ่งแรมมีขนาดใหญ่เท่าใด ยิ่งแสดงว่าคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นมีประสิทธิภาพเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หน่วยความจำที่กล่าวถึงนั้นเป็นหน่วยความจำที่อยู่ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่เรายังมีหน่วยเก็บข้อมูลที่อยู่นอกเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วย หน่วยความจำนอกเครื่องนี้ เราเรียกว่า หน่วยความจำช่วย (Auxiliary memory) ซึ่งหมายถึงสื่อเก็บข้อมูลต่าง ๆ นั่นเอง เป็นต้นว่า จานบันทึก แถบบันทึก หน่วยความจำเหล่านี้ ไฟดับข้อมูลก็ยังอยู่

หน่วยประมวลผลข้อมูล (Process)

     เมื่อนำข้อมูลเข้ามาแล้ว เครื่องจะดำเนินการกับข้อมูลตามคำสั่งที่ได้รับมา เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ผู้ใช้ต้องการ การประมวลผลอาจจะมีได้หลายอย่าง เช่น นำข้อมูลมาหาผลรวม นำข้อมูลมาจัดกลุ่ม นำข้อมูลมาหาค่ามากที่สุด หรือน้อยที่สุด เป็นต้น จากนั้นจะส่งผลไปเก็บไว้ยังหน่วยความจำหลัก และให้หน่วยแสดงผลลัพธ์ต่อไป

 หน่วยแสดงผลลัพธ์ (Output)

เป็นการนำผลลัพธ์จากการประมวลผลมาแสดงผล ให้ทราบทางอุปกรณ์ที่กำหนดไว้ ซึ่งข้อมูลที่แสดงออกมา อาจอยู่ในรูปแบบของรายงาน ภาพ แผนภูมิ ตาราง ซึ่งแล้วแต่ผู้ใช้จะสั่งงาน โดยทั่วไปจะแสดงผ่านทางจอภาพ หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า “จอมอนิเตอร์” (Monitor) ก่อน แล้วจึงสั่งพิมพ์ข้อมูลออกทางกระดาษโดยใช้เครื่องพิมพ์

ขอบคุณเว็บไซต์  http://www.thaigoodview.com/node/18236

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น